ความสุขที่แท้จริง มาจากการมีเงิน หรือใช้เงิน?

ความสุขที่แท้จริงมาจากการมีเงินหรือใช้เงิน?

ความสุขที่แท้จริง มาจากการมีเงิน หรือใช้เงิน?

1. คุณจะมีความสุขมากขึ้นไหมถ้าคุณมีเงินมากขึ้น? เงินก่อให้เกิดความสุขเมื่อช่วยให้เราสร้างความต้องการขั้นพื้นฐาน แต่การวิจัยบอกเราว่าเงินที่มากขึ้นในระดับหนึ่งไม่ได้ให้ความสุขมากขึ้น การได้เงินมากขึ้นไม่เพียงแต่ทำให้ผู้เข้าร่วมมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยปกป้องพวกเขาจากสิ่งที่อาจทำให้พวกเขาไม่มีความสุขอีกด้วย

ทำไมการช้อปปิ้งออนไลน์ถึงทำให้คุณมีความสุข? มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of Consumer Psychology ในปี 2014 ระบุว่าการซื้อสินค้าช่วยให้ผู้คนรู้สึกมีความสุขขึ้นในทันที และยังต่อสู้กับความเศร้าที่ยังคงอยู่อีกด้วย เหตุผลหนึ่งที่ผู้เขียนศึกษาคาดการณ์ก็คือ การตัดสินใจซื้อให้ความรู้สึกถึงการควบคุมส่วนบุคคลและความเป็นอิสระ

การบำบัดด้วยการ shopping คืออะไร? คือการที่คุณไปซื้อของโดยมีจุดประสงค์หลักในการทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น การศึกษาพบว่า 62% ของผู้ซื้อซื้อของบางอย่างเพื่อให้กำลังใจตัวเอง อีก 28% ทำการซื้อเพื่อเฉลิมฉลองบางสิ่งบางอย่าง

2. เรามีความสุขมากขึ้นเมื่อไม่มีเงิน? การวิจัยส่วนใหญ่บอกว่าไม่ เงินอาจซื้อความสุขไม่ได้ แต่ให้ความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งจะให้ความมั่นคงทางร่างกายและความต้องการขั้นพื้นฐานอื่นๆ เช่น อาหาร ความมั่นคงทางการเงินยังช่วยให้เรากังวลน้อยลง

3. เงินทำให้คนมีความสุขจริงหรือ? เงินทำให้คนมีความสุขในหลาย ๆ ด้าน ไม่ใช่ทางออกสุดท้ายของปัญหาชีวิต แต่ทำให้หลาย ๆ คนเอาชนะได้ง่ายขึ้น

4. ทำไมความสุขถึงสำคัญกว่าเงิน? ความสุขทำให้คุณเป็นคนดีขึ้น เรามีเวลาเพียงสั้น ๆ ที่จะใช้ประโยชน์สูงสุดจากโลกนี้ การทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อทำเงินหนึ่งล้านดอลลาร์อาจเป็นวิธีหนึ่งในการใช้จ่าย แต่ค่าใช้จ่ายส่วนตัวล่ะ? การมีชีวิตอยู่เพื่อเงินเพียงอย่างเดียวเมื่อหมดประโยชน์หรืออาจหายไปในวันเดียวเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง

5. เงินหรือความสุขอะไรมาก่อน? ถ้าคิดกันจริงๆ ความสุขต้องมาก่อนเงิน แม้ว่าเงินจะนำมาซึ่งความสุขได้ แต่ความสุขที่ได้มานั้นจะคงอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น หลังจากความสุขนี้หมดไป อาจทำให้ผู้คนรู้สึกว่างเปล่าอีกครั้ง เช่น ถ้าถูกล็อตเตอรี่ก็จะมีความสุขมาก

6. อะไรทำให้คนมีความสุข? สิ่งที่ทำให้คนเรามีความสุข แม้ว่าจะเป็นอัตวิสัยล้วน ๆ มักจะเน้นที่แนวคิดหลักสามประการ ได้แก่ ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและใกล้ชิดกับผู้อื่น ประโยชน์ในสังคม และการช่วยเหลือผู้อื่น

7. นี่คือ 5 วิธีใช้เงินที่ทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น

  • ซื้อประสบการณ์
  • ซื้อของ/เลี้ยงอาหารคนที่คุณรัก
  • ซื้อเวลา
  • จ่ายก่อน รับทีหลัง(ลงทุน)
  • ลงทุนในคนอื่น

บทความคล้ายกันที่ท่านอาจสนใจ

แท้จริงแล้ว ทุกข์ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของคุณเลยแม้แต่น้อย

ทุกข์ ไม่ใช่ของเรา

ทำยังไงให้จิตสำนึก เป็นอิสระจากความทุกข์ ความสูญเสีย ความล้มเหลว ความเจ็บปวด ความเจ็บป่วย

ในเมื่อเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถลดได้ ลดความทุกข์ได้ ลดความรู้สึกเจ็บปวดได้

ฤษีโบราณค้นพบว่า ความทุกข์ทั้งหมดที่ว่ามานั้น ไม่สามารถแตะต้อง ส่งผลกระทบแก่คุณได้เลย

ทำไม?

เพราะว่า พวกมันไม่ได้เป็นของคุณอย่างแท้จริง 

อธิบายง่าย ๆ สมมุติว่าคุณกำลังกลับไปที่รถของคุณในลานจอดรถ โดยข้าง ๆ รถคุณก็มีอีกคันจอดอยู่ ซึ่งมันเป็นรุ่นเดียวกันกับรถของคุณ สีเดียวกัน 

เหมือนจนมองจากระยะไกลแล้วคุณไม่สามารถแยกออกได้เลย ว่าเป็นของคุณหรือของใคร

เมื่อคุณเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น จึงสังเกตเห็นว่า มีคันหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก เพราะถูกชนแล้วหนี 

ทันทีที่คุณเห็นรถพัง กังวลเกิดขึ้นทันที ไม่แน่ใจว่ามันเป็นรถของคุณหรือคนอื่น 

เมื่อคุณเดินเข้าใกล้จนเห็นรายละเอียดชัดขึ้น จึงเห็นว่ารถของคุณปลอดภัย แต่เป็นคันอื่นต่างหากที่โดนชนจนพังไป คุณรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก

ตอนนี้ให้ลองพิจารณา ความเสียหายมีอยู่ และคุณจะเห็นความเสียหาย คุณประสบกับมัน แต่มันไม่มีผลกับคุณเลย เพราะ “ความเสียหายนั้นไม่ใช่ของคุณ” 

เนื่องจากความเสียหายไม่ใช่ของคุณ จึงไม่มีปัญหา

สมมุติต่อ ว่านี่เป็น เรื่องจริงเกี่ยวกับปัญหาชีวิตทั้งหมด ปวดหัว ตกงาน ผิดพลาด ฯลฯ สมมุติว่าปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่ของคุณจริง ๆ และถ้าไม่ใช่ของคุณจริง ๆ พวกมันก็จะไม่มีผลกับคุณเลย มันเยี่ยมมากเลยใช่มั้ย?

แต่มัน จะเป็นไปได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?

หากคุณยังไม่เชื่อ ขอยกคำสอนของพระเวท มาสนับสนุน

ที่ว่า “คุณเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ แก่นแท้ของคุณคือความตระหนักรู้ หรือ คุณเป็นผู้สังเกตุการณ์อย่างมีสติ 

ทุกสิ่งที่คุณเห็น คุณเป็นพยาน(คนนอก)ที่มองเห็นเหตุการณ์อย่างมีสติสัมปชัญญะในทุกสิ่ง ภาษาสันสกฤต เรียกว่า Sakshi(ศักดิ์ศรี?) เพื่ออธิบายลักษณะพื้นฐานของคุณในฐานะผู้สังเกตุการณ์อย่างมีสติ หรือ พยานที่มีสติสัมปชัญญะ

ในฐานะผู้สังเกตุการณ์ คุณถูกแยกออกจากสถานการณ์อย่างชัดเจน เป็นหมวดหมู่ และแตกต่าง 

เมือนคุณเห็นกล้วย คุณ/ไม่ใช่/กล้วย นี่คือความต่าง

คุณเห็นลูกหมา คุณก็ไม่ใช่ลูกหมา แยกต่างชัด

และเมื่อคุณสังเกตเห็นมือของตัวเอง ในฐานะ Sakshi เป็นผู้สังเกตอย่างมีสติ คุณจะถูกแยกออกจากมือของคุณ 

เมื่อคุณมองดูร่างกายของตนเอง คุณก็รับรู้ ในแบบเดียวกับที่คุณมองดูกล้วย หรือ ลูกหมา นั้น

ร่างกายของคุณเป็นวัตถุที่คุณสังเกตเห็นเท่านั้น (เป็นร่างอวตาร?) ดั่งนั้นคุณจึงถูกแยกออกจากร่างกาย เพราะว่าคุณเป็นพยานที่มีสติ เป็นผู้สังเกต

แน่นอนว่า ร่างกายของคุณแตกต่างจากสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดในโลกนี้ เพราะคุณรู้สึกถึงความรู้สึกในร่างกายของคุณ รู้สึกร้อน เย็น กดดัน และ เจ็บปวด

นอกจากนี้ ตา หู จมูก และ ปาก ของคุณยังรับความรู้สึกอื่น ๆ เช่น สี เสียง กลิ่น และ รส อีกด้วย

ความรู้สึกเหล่านี้ถูกส่งไปยังสมองของคุณ เนื่องจากเครือข่ายประสาท ของคุณมีมากมาย คุณจึงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหล่านี้ในใจของคุณ 

เมื่อมีความรู้สึกต่าง ๆ เกิดขึ้นในใจ คุณควรทำเพียงแค่สังเกตมัน ว่าความรู้สึกแต่ละอย่างเป็น วัตถุในจิตใจของคุณ เป็นวัตถุ(ที่ถูกฉายภาพโฮโลแกรม? )เข้าไปในจิต โดยคุณเป็นเพียงแค่ผู้สังเกตุการณ์อย่างมีสติ ที่รับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านั้น ในสถานะผู้ที่เป็นสักขีพยาน

คุณไม่เพียงเห็นความรู้สึกเท่านั้น คุณยังเห็นความคิดของคุณด้วย เช่นเดียวกับความรู้สึก – ความคิดก็เป็นวัตถุทางจิต เมื่อความคิดผุดขึ้นในจิตใจของคุณ ความคิดเหล่านั้นก็จะเป็นที่รู้จักสำหรับคุณ ผู้ซึ่งเป็นผู้สังเกตอย่างมีสติ

นอกจากความรู้สึกและความคิดแล้ว อารมณ์ยังเกิดขึ้นในจิตใจของคุณด้วย เมื่อคุณมีความสุขหรือความเศร้า อารมณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น(ถูกสร้างขึ้น?)ให้เป็นวัตถุทางจิตใจ ที่คุณสังเกตได้เช่นเดียวกับความรู้สึกและความคิดของคุณ ในฐานะที่เป็น Sakshi คุณจะได้เห็นการไหลของความรู้สึก ความคิด และอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาที่เกิดขึ้นในใจของคุณ

ในการใช้คำอุปมาสมัยใหม่ ราวกับว่ามีหน้าจออยู่ในใจของคุณ เหมือนกับในโรงภาพยนตร์ และบนหน้าจอนั้นจะฉายภาพ ความรู้สึก ความคิด และอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของคุณ คุณเป็นเพียงแค่ Sakshi ผู้สังเกตอย่างมีสติ ผู้เฝ้าดูความรู้สึก ความคิด และ อารมณ์ที่ปรากฏบนหน้าจอจิตใจของคุณ และในฐานะผู้สังเกตการณ์อย่างมีสติ คุณจึงแตกต่าง และไม่ได้เป็นสิ่งที่คุณสังเกตนั้น

ความคิดและอารมณ์ของคุณเป็นของจิตใจ ไม่ใช่ของคุณ คุณเป็นเพียงแค่ผู้สังเกตการณ์อย่างมีสติ

และถ้าความรู้สึก ความคิด และอารมณ์ของคุณเป็นความผิดของคุณจริง ๆ ไม่ใช่ของคุณ แล้วจะส่งผลต่อคุณได้อย่างไร?

สักขีผู้เป็นพยานอย่างมีสติ นี่เป็นหนึ่งในการค้นพบที่สำคัญที่สุดของฤษีโบราณ

เพื่อให้คำสอนเหล่านี้ชัดเจนขึ้น ให้สมมติว่าคุณกำลังนั่งสบาย ๆ ในโรงหนังเพื่อชมภาพยนตร์ เมื่อมีการฉายฉากเศร้าบนจอหนัง คุณรู้สึกเศร้าตาม และเมื่อถึงฉากที่มีความสุข คุณจะรู้สึกถึงความสุข มีความสุขตาม

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณตลอดเวลา เนื่องจากประสบการณ์ทั้งสุขและเศร้าถูกฉายขึ้นบนหน้าจอจิตใจของคุณ

ไม่ใช่แค่นี้ หน้าจอของจิตใจของคุณ สามารถฉายต่อเนื่องกันได้โดยไม่หยุด คือ ทุกสิ่งในขณะที่คุณตื่น และในขณะฝันด้วย โดยความฝันของคุณอาจจะออกมาในรูปแบบแปลก ๆ ได้ เหมือนหนังไซไฟ 

ถึงกระนั้น ในขณะนอน หากคุณหลับลึก ก็จะไม่ฝันเหมือนโรงหนังมืดสนิทไม่ได้ฉายหนังอะไรเลย 

แม้จะหลับลึก สติสัมปชัญญะของคุณยังคงเป็นผู้สังเกตุการณ์อย่างมีสติอยู่ เพียงแต่ว่าไม่มีกิจกรรมทางจิตใด ที่จำเป็นต้องใช้สติ เหมือนคุณอยู่ในโรงหนังมืดสนิท ไม่มีหนังฉาย

สติของผู้สังเกตุการณ์ของคุณไม่เคยดับ เหมือนไฟในตู้เย็น สติจะเปิดเผยก็ต่อเมื่อมีสิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าจอของจิตใจของคุณทุกช่วงเวลา ไม่ว่าคุณจะตื่น ฝัน หรือ หลับลึกจิตสำนึกนั้นคือคุณ คือแก่นแท้ของความเป็นคุณ ไม่สามารถเป็นวัตถุทางโลกอย่างแสงในตู้เย็นของคุณได้

เพื่อให้เข้าใจมากกว่านี้ ว่าคุณยังคงมีสติสัมปชัญญะและนอนหลับสนิทได้ดียิ่งขึ้น ลองนึกถึงภาพที่คุณยืนอยู่นอกบ้าน มองเข้าไปในหน้าต่าง ภายในบ้านสว่างไสวจากแสงโคมไฟที่อยู่ด้านข้างซึ่งคุณมองไม่เห็น ผนังห้องทาสีดำแต่มองเห็นเครื่องเรือนภายในห้องได้ชัดเจน สมมติว่าเรานำเครื่องเรือนทั้งหมดออกจากห้อง ยกเว้นโคมไฟ จากนั้นห้องก็ยังเต็มไปด้วยแสงจากโคมไฟ แต่กลับมองเห็นแต่ความมืดมิด ถึงจะปิดไฟก็ยังเห็นแต่ความมืดมิดเพราะไม่มีอะไรในห้องนั้นให้มองเห็น

ในตัวอย่างนี้ ผนังที่มีสีดำแสดงถึงจิตใจของคุณ และการตกแต่งนั้นแสดงถึงความรู้สึก ความคิด และอารมณ์ของคุณ แสงแสดงถึงจิตสำนึกของคุณ

ขณะที่นอนหลับลึก ความรู้สึก ความคิด และอารมณ์จะหายไป จิตใจของคุณจะเงียบลงอย่างสิ้นเชิง

แต่ถึงอย่างนั้น จิตใจของคุณก็ยังคงตื่นอยู่ในจิตสำนึก

คุณยังคงอยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่มีสติสัมปชัญญะ แต่ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในใจของคุณให้ถูกสังเกต เหมือนกับห้องว่างที่เต็มไปด้วยแสง การหลับลึกก็เหมือนการมองดูความมืดอันบริสุทธิ์ 

จากทั้งหมดที่อธิบายมา ช่วยยืนยันสิ่งที่ฤษีโบราณสอน ว่า ลักษณะที่แท้จริงของคุณในฐานะพยานที่มีสติ  

Sakshi = atma = sat cit ananda 

Sat คือ ความจริง ไม่ได้ถูกสร้าง และไม่เปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่ยังคงอยู่แม้ในยามหลับสนิท

Cit คือ สติสัมปชัญญะ สามารถแสดงจิตให้กระจ่างแจ้งความรู้สึก ความคิด และอารมณ์ได้ 

Ananda คือ อารมณ์ สงบสุขโดยสมบูรณ์ 

แต่ตอนนี้ต้องถามกลับไปว่า ทำอย่างไรถึงจะพอใจและสงบสุขอย่างสมบูรณ์ ในเมื่อหน้าจอจิตใจ เต็มไปด้วยฉากหงุดหงิด รำคาญ ฉากเศร้า ทุกข์ เจ็บใจ เคียดแค้น อยู่ตลอดเวลา? 

คุณสามารถคงความพอใจไว้ได้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคุณไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอของจิตใจของคุณ อย่างที่เราเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ คุณแตกต่างและแยกห่างไปจากทุกสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอความคิดของคุณ เพราะคุณเป็นผู้สังเกตุการณ์อย่างมีสติสัมปชัญญะของทุกสิ่งที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้น อะไรก็ตามที่ฉายอยู่บนหน้าจอความคิดของคุณ จะเป็นจิตใจของคุณ ไม่ใช่ตัวคุณผู้สังเกตอย่างมีสติ

สมมุติว่าคุณกำลังดูภาพยนตร์และมาถึงฉากที่อกหักเป็นพิเศษ คุณอาจรู้สึกเศร้าที่ คุณอาจจะร้องให้ แต่คุณรู้ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนั้นไม่มีผลกระทบต่อคุณจริง ๆ ดังนั้นคุณจึงเพลิดเพลินกับฉากเศร้า คุณอาจจะชอบร้องให้ด้วยซ้ำ นอกโรงละคร คุณยังรู้สึกเศร้าเมื่อประสบการณ์เศร้าฉายขึ้นบนหน้าจอจิตใจของคุณ และเช่นเดียวกับในโรงละคร ประสบการณ์ที่น่าเศร้าเหล่านั้น ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคุณอย่างแท้จริง

คุณ ในฐานะผู้เป็นสักขีพยานที่มีสติสัมปชัญญะ คุณจะถูกแยกออกจากหน้าจอของจิตใจโดยสิ้นเชิง และไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ฉายออกมา

(ปล. ต้องหาข้อมูล มาสนับสนุนที่ชัดเจนกว่านี้ว่า ร่างนี้เป็นอวตาร ที่ออกแบบมาเพื่อให้หลงเชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียว คล้ายโรงหนังที่มี ตัวช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้สมจริงมากขึ้นด้วยการโยก พ่นลม พ่นละอองน้ำ และกลิ่น เพื่อหลอกและเพิ่มความสมจริง)

หากคุณสามารถเพลิดเพลินกับหนังเศร้าได้ ก็ต้องสามารถเพลิดเพลินไปกับฉากเศร้าของชีวิตได้เช่นกัน

ชีวิตก็เหมือนหนังยาว ที่มีฉากมากมาย ทั้งความสุข เศร้า ยากลำบาก สบาย ไม่สบาย ในบางฉาก 

จากคำสอนของ Vedanta เราสามารถเรียนรู้ว่าเรายังคงโอเค ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนหน้าจอของจิตใจเรา ดังนั้นเราจึงสามารถนั่งพักผ่อนและเพลิดเพลินกับแต่ละฉาก ในขณะที่มันถูกฉายออกไปในหนังชีวิตของเรา

ประสบการณ์แตกหักและสลายความคิดฟุ้งซ่านที่ก่อกวนในหัว

เคยรำคาญความคิดฟุ้งซ่านที่คอยกวนความสงบในใจหรือไม่? มันก่อตัวในหัวเหมือนเมฆดำทะมึน กดดันให้ทุกข์ใจอยู่ตลอดเวลา นี่คือประสบการณ์ที่ผมพบวิธีสลายมัน คุณก็ทำได้

ประสบการณ์แตกหักกับความคิดในหัว ความรู้สึก และ อารมณ์ ต้องมีสิ่งกระตุ้น

หากไม่มีสิ่งกระตุ้นแล้ว ความรู้สึก และ อารมณ์จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย เราเลี่ยงได้โดยการทำสมถะ นั่นคือ ตัดขาดจากผู้คนที่มีห่วงหรือถูกห่วงพ่วงด้วยความจำเป็น(เลี่ยงไม่ได้) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก เพราะยังไงเสีย สิ่งที่เราไม่ต้องการ ก็ต้องมาหาเรา กระตุ้นเราให้ฟุ้งซ่านอยู่ดี

หนังสือ CHATTER คุมเสียงในหัวได้ชีวิตง่ายทุกเรื่อง ราคาพิเศษ

หนี บ่วงพันธะ ไม่พ้น ถ้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว
เมื่อหนีไม่พ้น ก็ต้องเผชิญหน้า เพื่อพิจารณา
ใช้ปัญญา ทำความเข้าใจ
เข้าใจอะไร สาเหตุของการกระตุ้นนั้น
เริ่มจาก ปัจจัยภายนอก ที่เลี่ยงไม่ได้
จากนั้น สมองที่รับเรื่อง และ การตีความ

ปัญหา ไม่ได้อยู่ที่แรงกระตุ้น เพราะ เป็นเวรกรรม
แต่ความท้าทายของเราคือ การตอบสนอง ของสมอง
ตอบสนองที่ผิด คือ สร้างความขุ่นมัว สติก็หลุด หลุดหลงเข้าไปอยู่ในโลกของความคิด ความหลงลืมเกิดขึ้น

ดังนั้น อย่าโกรธ แหล่งกระตุ้น มันไม่ช่วย
แต่จงใช้เวลาพิจารณาการเกิดขึ้นของ การตอบสนองและตีความของสมอง ว่ามันขยาย มันฟู มันฟ้อง สร้างเรื่องราวให้ใจขุ่นมัวได้อย่างไร ตรงนี้ได้ปัญญามากกว่า

ทำไมสมองชอบฟู ตีฟอง แรงกระตุ้นให้ใหญ่โต?
มันเห็นว่าเป็นโอกาสในการ ยกคุณค่าของอัตตา
สังเกตจากการที่มัน สร้างเรื่องราวที่หมุนรอบตัวเรา ขยายความเป็นตัวเราว่าเป็นแบบนี้ แบบนั้น ผ่านการลดค่า ดูแคลนคน/ตัวกระตุ้น ว่าเป็นต้นตอให้เกิดความขุ่นมัว ทำตัวไร้สาระ เว่อร์เกินความจำเป็น (ให้คุณค่าที่ผิด)

จากการให้คุณค่าที่ผิด ทำให้สมอง สบโอกาสสร้างเรื่องราว แบบขุนพลอยพยัก ดึงเหตุการณ์เก่านั้นมาฉายวนซ้ำ เขาแย่/ฉันดี ซึ่งยิ่งสร้างยิ่งแย่ ในแง่ของความขุ่นมัวในใจ

หนังสือ ฝึกสมองไม่ให้ทุกข์ ราคาพิเศษ หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณมีกำลังใจต่อสู้กับความทุกข์ใจของตนเอง เพราะเมื่อคุณ “เห็น” สมอง ก็ย่อมเห็น “ทางออก” ของปัญหาได้ในที่สุด

เพราะจากนั้น มันจะแว้งกลับมาตั้งคำถามกับตัวเราว่า “ทำเกินไปหรือเปล่า?” แล้วมันก็ถึงเวลากระทืบเราแทน เราก็ทุกข์เพิ่ม เพราะจะเริ่มนึกถึงใจ/ความรู้สึกของอีกฝ่าย กลัวว่าเขาจะคิดแบบนี้แบบนั้น รู้สึกแย่กับเรา กลายเป็นขยายฟองของความคิดใหญ่โตขึ้นมาอีก

ทั้งที่ความจริงแล้ว มันเริ่มจากเหตุการณ์เล็ก ๆ คือ การได้รับ/แลกเปลี่ยนข่าวสาร เท่านั้นเอง

คนให้ข่าวสาร ไม่ได้กดดันเราเลย ก็แค่ส่งมา
ความผิดตกอยู่ที่ สมอง/การตีความ/ให้ค่าที่เพี้ยนของมัน
เข้าใจสมอง รับรู้ และให้มันจบที่สมอง ที่ความคิดของเรา
รับรู้ว่ามันเกิดขึ้นไปแล้ว เราทำไปแล้ว มันเป็นเหตุการณ์ความขุ่นมัว ดราม่า เป็นผลงานของสมอง ที่เกินจำเป็น ไม่มีประโยชน์ เดี๋ยวก็จะดับไป แล้วรอกระพือเรื่องใหม่ที่จะเข้ามา มันมีหน้าที่แค่นี้ อย่าให้ค่ามัน อย่าปล่อยให้ตนเองหลงตาม/เครียดตามเป็นทาสของมันเด็ดขาด

เวลาที่มีสตอรี่ ดราม่า ที่เกิดในหัว เป็นความคิด ให้ท้าทาย และ ถามตนเองว่า ตกลงความคิด เป็นเครื่องมือ หรือ นายของมึงกันแน่? ท้าทายไปเลย แล้วมันจะสงบเอง

จากประสบการณ์นี้มันชี้ให้เห็นชัดเจนว่า
สมองนั้นไม่ใช่ของเรา ความคิดก็ไม่ใช่ของเรา
เพราะมันโจมตีไม่ใช่แค่คนอื่น แต่มันยังเล่นงานเราด้วย
มันสามารถแว้งกัด ทำให้เราทุกข์ใจได้ตลอดเวลา
ถ้ามันเป็นของเรามันต้องช่วยเรา มันต้องอยู่ข้างเรา ที่สำคัญมันต้องทำให้เรามีความสุข ไม่ใช่เอาแต่กระตุ้นให้เกิดความทุกข์ได้ตลอดเวลา

ทุกครั้งที่ความคิดผุดขึ้นมา ให้บอกมัน/บอกตนเองทันทีว่า เป็นเรื่องของมึงแล้ว มึงไม่ใช่ตัวกู มึงไม่ใช่ของกู

มีแต่ความคิดที่เตือนสติ เท่านั้น ที่เป็นของเรา
ความคิดใดๆ ที่ทำให้เราทุกข์ ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรให้ค่า

ความคิด มี 2 ประเภท
ช่วยเหลือ กับ ไร้ประโยชน์
ช่วยเหลือ ช่วยวางแผน รับฟัง
ฟุ้งซ่าน กังวล ตีความไปก่อน ปัดทิ้ง

บทความคล้ายกันที่คุณอาจสนใจ

ปัญหาไม่เคยมีอยู่จริง คุณสร้างขึ้นมา ทุกข์ก็ไม่มีอยู่จริง

กำลังทุกข์เพราะปัญหา? แน่ใจได้มากแค่ไหนว่ามันเป็นปัญหาจริง ๆ หรือเป็นเพราะคุณไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่นที่มันแก้ไขได้ง่าย แค่คุณทำใจเย็น ผ่อนคลายแล้วคุณจะพบทางออก

คุณเคยจมอยู่กับเหตุการณ์ในอดีต โดยหวังให้คุณทำสิ่งที่แตกต่างออกไปหรือไม่?

 คุณเคยนั่งฝันถึงสุดสัปดาห์ โดยใช้ชีวิตในช่วงสุดสัปดาห์เท่านั้นหรือไม่?

 คุณเคยพบว่าตัวเองฝันกลางวันโดยหวังว่าคุณได้อยู่ที่อื่นหรือไม่?

นี่คือจำนวนที่ผู้คนใช้วันเวลาของพวกเขาจมอยู่กับความคิด ไม่ว่าจะฉายไปยังอนาคตหรือจมปลักอยู่กับอดีต

แต่ชีวิตที่แท้จริงของคุณ คือ “ตอนนี้” ปัจจุบันนี้ คุณมีพลังสูงที่สุด คุณมีอำนาจมากที่สุด คุณมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลง แก้ไขทุกอย่างได้มากที่สุด คุณคือพระเจ้าในช่วงเวลาปัจจุบัน

[ปกใหม่] พลังแห่งจิตปัจจุบัน (The Power of Now) ราคาพิเศษ

เมื่อคุณนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต คุณจะนึกถึงมันในตอนนี้  มันเป็นร่องรอยของความทรงจำที่สามารถสัมผัสได้ในช่วงเวลาปัจจุบันเท่านั้น  

อาจดูเหมือนจริง แต่คุณสามารถสัมผัส รู้สึก หรือกระทำกับมันได้หรือไม่?  ไม่คุณไม่สามารถทำอะไรได้เลยกับอดีต

เหตุการณ์ในอนาคตก็เหมือนกัน  คุณสัมผัส ได้ยิน หรือสัมผัสถึงอนาคตก่อนที่เป็นอยู่ได้ไหม?  

แน่นอนว่าไม่  คุณสามารถจินตนาการถึงอนาคตที่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งสามารถทำได้ในตอนนี้เท่านั้น

ปัจจุบันจับต้องได้ที่สุด ปัจจุบัน คุณมีเลือดมีเนื้อ แต่อนาคต/อดีต ไม่มี ปัจจุบัน คุณสัมผัสมันได้ สัมผัสมือ หายใจ ฯลฯ แต่อนาคต/อดีต เป็นเพียงความกังวล/ความทรงจำ

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกช่วงเวลาปัจจุบัน  ทุกสิ่งที่คุณเคยสัมผัสหรือจะประสบเกิดขึ้นในปัจจุบัน ทุกอย่าง

ปัญหาไม่มีอยู่จริงหรอกครับ

คู่มือฝึกปฏิบัติ พลังแห่งจิตปัจจุบัน The Power of Now ราคาพิเศษ

ปัญหาในอนาคตไม่มีอยู่จริง  พวกมันเป็นเพียงการคาดการณ์ในใจของคุณ  ข้อสังเกตนี้ทำให้คุณขุ่นเคืองหรือไม่?  ผมจะไม่แปลกใจเลยว่าใช่แน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าชีวิตทำให้คุณลำบาก หากเป็นคุณ ให้ถามตัวเองว่าตอนนี้มีปัญหาอะไรบ้าง?

บางทีคุณอาจไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้  บางทีคุณอาจอยู่ในความสัมพันธ์ที่ถึงวาระ  คุณอาจไม่สบายทางร่างกาย หรือกำลังจะตกงาน

สถานการณ์เหล่านี้เป็นสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา  มันจะกลายเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อจิตใจของคุณเข้ามาเกี่ยวข้อง

แล้วปัญหา กับ ความท้าทาย ต่างกันอย่างไร?

ความสามารถในการดำเนินการในทันที!!

สมมติว่าคุณไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้  คุณอาจกังวลเกี่ยวกับการถูกไล่ออกหรือหาที่อื่นที่จะอยู่อาศัย  

แต่คุณสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่?  ไม่ เพราะยังไม่เป็นความจริง  

พวกมันเป็นเพียงอนาคตที่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งคาดการณ์โดยความคิดของคุณเท่านั้น

ความท้าทายแตกต่างกัน มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาปัจจุบัน และคุณสามารถดำเนินการเหล่านี้ได้

กลับไปที่ปัญหาการเช่า  ความท้าทายคืออะไร?  ตอนนี้คุณทำอะไรได้บ้าง  แทนที่จะกังวลว่าจะถูกไล่ออก คุณสามารถสมัครงานพาร์ทไทม์ ขายสิ่งของ หรือขอเงินกู้จากใครสักคน

เช่นเดียวกับ ความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว  แทนที่จะต้องทนทุกข์ทรมานกับการเลิกรา บางทีคุณอาจต้องคุยกันเพื่อเคลียร์ใจ เปลี่ยนพฤติกรรม หรือเลิกกันจริงๆ

คุณสามารถทำเช่นนี้กับปัญหาที่รับรู้ได้ เช่น ความป่วยไข้ ดูเหมือนว่าจะมีคุณสมบัติสำหรับปัญหาในขณะปัจจุบัน  แต่มันไม่ใช่  ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อคุณเริ่มกังวลเกี่ยวกับโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น หรือหากคุณเริ่มแก้ไขตัวเองในวัยชราที่มีสุขภาพดีขึ้น

ฉันไม่ได้บอกว่ามันง่าย  การรับมือกับความเจ็บป่วยถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ — ฉันเองก็เคยลำบากมาก่อน — แต่สำหรับความเจ็บป่วยหรือความเจ็บปวดทางกาย การยอมรับเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด  สิ่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากการวิจัยจำนวนมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้น การยอมรับเป็นความท้าทายที่คุณสามารถดำเนินการได้ในตอนนี้

ข้อคิด

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกตอนนี้ คุณจะมีความรู้สึก 

ได้กระทำ และทุกสิ่งที่คุณจะได้สัมผัส เกิดขึ้นในช่วงเวลาปัจจุบันเท่านั้น

ในทางกลับกัน ปัญหามีพื้นฐานมาจากเวลา 

คุณอาจจะเสียใจกับอดีตหรือกังวลเกี่ยวกับอนาคต  แต่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในขณะนี้ และเป็นผลให้ไม่สามารถดำเนินการได้

ความท้าทายแตกต่างกัน  ความท้าทายอยู่ในขณะนี้และสามารถดำเนินการได้  นี่เป็นสิ่งสำคัญ  เพราะมันเป็นเพียงการแสดงเท่านั้น ซึ่งอยู่ในช่วงเวลานั้นเสมอ ที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณได้อย่างมีความหมาย

Problems don’t exist

คำพูดตรงๆ ที่คุณอาจขัดใจ

ให้ฉันอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้  

ก่อนอื่นเรามาดู ‘ปัญหา’ กันก่อนว่ามันคืออะไร?

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณพบปัญหา?

สมมติว่าคุณไปเยี่ยมเพื่อน คุณวิ่งไปที่สถานีรถไฟเพื่อขึ้นรถไฟขบวนสุดท้ายในวันนั้นไปยังบ้านเกิดของคุณ  คุณมาช้าไปนิด คุณกำลังพยายามหาชานชาลาที่เหมาะสม และเมื่อมาถึงชานชาลาในระยะไกล คุณจะเห็นแสงไฟของรถไฟขบวนสุดท้ายหายไปในระยะไกล…

อะไรคือความจริงที่มีเหตุผลเกี่ยวกับสถานการณ์นี้?  ‘คุณอยู่ที่สถานีรถไฟ  คุณกำลังวางแผนที่จะขึ้นรถไฟขบวนสุดท้ายในวันนั้นไปยังบ้านเกิดของคุณและพลาดไป’ คุณสามารถพูดได้ว่านี่คือความจริงที่มีเหตุผลของสถานการณ์

เกิดอะไรขึ้นในจิตใจและร่างกายของคุณ?  

ความผิดหวังคืบคลานเข้ามา อาจจะตื่นตระหนก ความดันโลหิตของคุณสูงขึ้น ความทุกข์ใจ 

การตำหนิตัวเองเริ่มขึ้น

 ‘ทำไมฉันไม่ออกไปก่อนหน้านี้!?  

ฉันโง่มาก!’, 

‘ตอนนี้ฉันมีปัญหาใหญ่แล้ว!  

ฉันอยากกลับบ้านแต่ตอนนี้ทำไม่ได้!’, 

‘ฉันจะทำอย่างไรดี?  

ฉันอยู่คนเดียวที่นี่และฉันรู้สึกไม่ปลอดภัย!’  

คุณนึกภาพสถานการณ์เหล่านี้ในใจ ในขณะที่คุณนั่งบนม้านั่งรอ 6 ชั่วโมงจนกว่ารถไฟขบวนถัดไปจะออกเดินทางในตอนเช้า… 

‘โอ้ ไม่ ฉันไม่ต้องการอย่างนั้น!  

ฉันอยากกลับบ้าน!  

ช่างเป็นความหายนะ!’ ฯลฯ … ฯลฯ …

สถานการณ์ที่แย่ ถือป็นปัญหาหรือไม่?

ในความเป็นจริงไม่มีปัญหา 

มีเพียงความจริงที่เปลือยเปล่าที่มีเหตุผลในขณะนี้ ซึ่งอาจต้องการให้คุณดำเนินการบางอย่าง

ใช่…คุณพลาดรถไฟขบวนสุดท้ายกลับบ้าน  

ปัญหาเกิดขึ้นได้เสมอในจิตใจ และจะพบได้เฉพาะในจิตใจเท่านั้น  มันเหมือนกับแว่นกันแดดที่คุณมองสถานการณ์ที่เป็นกลาง  สถานการณ์ไม่มีดราม่า มีแค่คุณที่สถานีรถไฟกับรถไฟที่ออกแล้ว เราม่าอยู่ในแก้วสีที่เรียกว่าการตีความ/ปรุงแต่ง…

การตีความเป็นเรื่องส่วนบุคคล ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน  คนหนึ่งอาจตื่นตระหนก อีกคนอาจหัวเราะ และต้องการให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง

เช่นเดียวกับเดือนที่แล้ว… การตีความเป็นไปตามอำเภอใจ ผู้คนจำนวน 7,7 พันล้านคนบนโลกใบนี้ แต่ละคนมีการตีความสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป

เหตุใดความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ที่มีเหตุผล และการตีความ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อคุณเป็นโรคซึมเศร้า?

เมื่อคุณเป็นโรคซึมเศร้า คุณอาจกำลังสวม ‘แว่นกันแดดสีเข้ม’ ทั้งที่สถานการณ์จะเป็นกลางเสมอ แต่การตีความในจิตใจคุณทำให้มืด  

สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นในแบบที่มันเป็น เป็นเหตุผลโดยสิ้นเชิง  ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก มันก็แค่สิ่งที่มันเป็น

ชั้นของการตีความซึ่งเกิดขึ้นในจิตใจเท่านั้น 

จุดนี้คือที่ที่ประสบการณ์ถูกระบายสี  

บางครั้งสีก็เป็นสิ่งที่ดี บางครั้งสีเข้มก็เป็นปัญหา

ข่าวดีก็คือเมื่อคุณสวมแว่นกันแดดสีเข้ม คุณต้องเปลี่ยนแว่นด้วยสีที่เบากว่าเพื่อประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น แต่คุณคิดว่า “ใช่ เยี่ยมมาก Einstein แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ!”  

ใช่ มันทำยาก มันเป็นกระบวนการ คุณไม่อาจเปลี่ยนในชั่วข้ามคืน แต่ถ้ามันทำยาก แปลว่ามันเป็นไปได้!  

และหากเป็นไปได้ ด้วยความอดทนและความพากเพียร คุณสามารถถอดแว่นดำอย่างช้าๆ และมองเห็นแสงสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวันของคุณ  ทุกย่างก้าวแม้จะเป็นก้าวเล็กๆ ก็เข้าใกล้ความสว่างและความสุขมากขึ้น

จะเริ่มที่ไหน?

‘แล้วฉันจะทำอย่างไรดี’ 

… เริ่มด้วยการตระหนักถึงสถานการณ์ที่มีเหตุผลผ่านแว่นดำที่คุณอาจใส่อยู่ตอนนี้ เกิดอะไรขึ้นจริงๆ ซึ่งสถานการณ์ที่ไม่เป็นกลางอย่างดราม่ากำลังเกิดขึ้นที่นี่และตอนนี้  

ถอยออกมา ลืมเสียงเล็กๆ ในใจที่แสดงความคิดเห็นและอารมณ์ที่เกี่ยวข้องไปชั่วขณะ แล้วจดจ่อกับสถานการณ์ที่เป็นกลางในตอนนี้และตอนนี้

‘อะไรคือของจริงที่นี่และตอนนี้’ 

ให้คำถามนี้เป็นมนต์ของคุณ  

หากมีอะไรเกิดขึ้น ให้ยืนนิ่งสักครู่  มองไปรอบๆ ที่คุณอยู่ ดูความสงบของสิ่งของรอบตัว ฟังเสียง สัมผัสลม ชมสถานการณ์ที่ไม่ดราม่าในตอนนี้

ให้ถามตัวเองว่า ‘อะไรจริงที่นี่และตอนนี้’ และหายใจลึก ๆ เพื่อสร้างความรู้สึกสงบแม้เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่เสียงเล็กๆ ในใจจะเริ่มแสดงความคิดเห็น 

เสียงในใจนั้นจะเริ่มพูดประมาณว่า 

‘โอ้ ทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้นเสมอ  ฉันเหรอ’, 

‘โลกนี้ต่อต้านฉัน!’ 

‘โอ้ ฉันทำอะไรไม่ถูกเลย’ 

‘มันเป็นความผิดของฉันทั้งหมด’ ฯลฯ 

… ทั้งหมดนี้เป็นของแว่นกันแดดสีเข้ม(อคติ/การเข้าใจผิด/การปรุงแต่งของความคิด) ไม่ใช่ของคุณ ไม่ได้ออกมาจากตัวตนที่แท้จริงของคุณ

ยิ่งคุณเห็นความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้มากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งเห็นว่าคุณมีทางเลือกว่าจะตีความสถานการณ์อย่างไร แว่นกันแดดแบบไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด

และสุดท้าย ให้จดจ่ออยู่กับความจริงอันเงียบสงบในช่วงเวลานี้  หลีกเลี่ยงการต่อสู้กับจิตที่ปรุงแต่งสถานการณ์ให้ผิดเพี้ยน แต่งแต้มสถานการณ์ด้วยความคิด  

เมื่อคุณตระหนักว่าความคิดเห็นที่มืดมนของจิตใจไม่มีประโยชน์กับคุณ มันจะไม่มีประโยชน์สำหรับคุณและชีวิตของคุณ 

หลังจากที่คุณหมดความสนใจที่จะฟังความคิดเห็นเหล่านั้นและพวกมันก็จะหายไป คุณรู้ความจริงเกี่ยวกับช่วงเวลานี้ คุณรู้ดีกว่ามัน!

เรียนรู้ที่จะมองเห็นความแตกต่างระหว่างความเป็นจริงที่สงบสุขในช่วงเวลานี้กับแว่นกันแดดในจิตใจของคุณ  มีคนพูดว่า ‘ความจริงจะทำให้คุณเป็นอิสระ’… นี่คือสิ่งที่พวกเขาหมายถึง…

ขอให้โชคดีมีความรักและพลังมากมายสำหรับคุณ

บทความคล้ายกันที่คุณอาจสนใจ

แค่คุณลดอัตตา 1% ช่วยลดทุกข์ของคุณได้ถึง 90% ในระยะยาว

สาเหตุหลักที่ทำให้มนุษย์ต้องทนทุกข์ เครียด เจ็บปวดหัวใจ กังวลใจ หวาดกลัวอนาคต เสียใจกับอดีต มาจากอัตตา (Ego)ความเป็นตัวฉันของฉันแทบจะ 100% เลย นี่คือวิธีลดแบบง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณมีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้นในระยะยาว ถ้าคุณเข้าใจ ฝึกฝน และทำได้เป็นนิสัย มันจะเป็นรากฐานสำคัญ ตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยให้ชีวิตของคุณดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลดความวิตกกังวล ลดความเครียด ลดการคิดไปเอง ฯลฯ ได้แทบจะ 100% เลย เมื่อคุณลดอัตตาได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข ลดความทุกข์ที่ไร้สาระได้แน่นอนครับ

ความจริงของอัตตา ตัวฉันของฉัน หรือ อีโก้

  • ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำอะไร คุณมีศัตรูอยู่ภายในตัวคุณเอง นั่นคือ อัตตา อีโก้
  • อีโก้ เป็นด้านมืดของจิตใจที่คอยผลักดันให้เราก้าวไปยังจุดสูงสุด
  • ถ้าอีโก้คอยบอกว่าเรามีดีเกินกว่าความจริงที่เราเป็นอยู่ มันจึงคอยกีดกันไม่ให้เรามองโลกตามความเป็นจริง
  • ถ้าเราลดอีโก้ลงได้ เราจะเหลือการถ่อมตน และความมั่นใจ
  • อีโก้เป็นสิ่งที่ไม่จีรัง มันเป็นความมั่นใจเกินเหตุ ถ้าเราเข้าใจและใช้เป็น เราจะมีศักยภาพสูงขึ้น
  • เมื่อล้มเหลว อย่าปล่อยให้อีโก้ทำลายคุณ ไม่มีใครชนะตลอดกาล ชีวิตต้องมีอุปสรรคขัดขวาง จงบริหารชัยชนะและความผิดพลาดให้เกิดความสมดุล ด้วยการยึดที่เป้าหมายใหญ่เอาไว้
  • เราควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้หรอก จงให้ความสำคัญกับการกระทำของตนเองก็พอแล้ว จงมองผลลัพธ์ด้วยใจที่เป็นกลาง และเรียนรู้จากมัน

อัตตา และ ความหลงผิด 3 ประการ

  1. อัตตาทำให้คุณหลงผิดถือสิทธิ์ ตัวกูของกู ทำให้ดูไร้น้ำใจ ผู้คนหนีห่าง
  2. อัตตาทำให้คุณคิดว่าต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น มีความต้องการควบคุม กลายเป็นฝืนทำทั้งที่ไร้จุดหมาย ต้องการแค่เอาชนะ ไม่สนใจผลลัพธ์ที่ร้ายแรงตามมา
  3. อัตตา ทำให้คุณหวาดระแวง ไม่ไว้ใจใคร

อัตตา/อีโก้ ก่อให้เกิดความทุกข์ได้อย่างไร?

  1. ความต้องการควบคุมผลลัพธ์ เมื่อไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ใจต้องการ คุณก็จะมีอาการข่มขู่กดดันคนอื่น สร้างความขัดแย้ง หรือถ้าสู้ไม่ได้คุณก็จะคิดมาก/น้อยใจ ซึมเศร้า
  2. อัตตาต้องการคนอื่นมาสนใจ ถ้าคนอื่นมองไม่เห็นหัว ก็จะเกิดความทุกข์ ซึมเศร้า ทำร้ายตนเอง และอาจทำสิ่งที่รุนแรงเพื่อเรียกร้องความสนใจ เพิ่มทุกข์ขึ้นไปอีก

วิธีลดอัตตา

  1. คิดว่าตัวเองเป็นนักเรียนตลอดชีวิต
  2. มอบหมายงานให้กับคนอื่น เรียนรู้การไว้ใจผู้อื่น
    – เขาทำสำเร็จได้
    – เคารพการตัดสินใจของเขา
  3. ใช้ผลลัพธ์ที่ผิดหวัง เป็นจุดเปลี่ยนเพื่อพัฒนาตนเอง
  4. ใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ตระหนักรู้ตัวตลอดว่ากำลังทำอะไร ทำไปทำไม
  5. ทำให้เยอะ พูดให้น้อยลง
  6. รับมือกับความสำเร็จด้วยความสุขุม เตือนสติตนเองว่าให้เจียมตัว อย่าประมาท มั่นใจมากเกินไปหลังจากนี้ เพราะความซวยมักจะมาหาหลังจากชนะครั้งใหญ่

นี่คือตัวอย่างข้อมูลคร่าว ๆ เกี่ยวกับ อัตตาและความทุกข์ ว่ามันมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรครับ เดี๋ยวแอดมินจะนำเสนอแนวทางใหม่ ๆ ให้ท่านได้อ่านแนวทางลดความทุกข์ที่มาจากอัตตาให้ท่านได้รับทราบอย่างต่อเนื่องใน hidukkha.com แห่งนี้ครับ

4 บทเรียน จาก Epictetus ที่อาจช่วยขจัดทุกข์ของคุณได้ทันที

Epictetus เป็นนักปราชญ์ที่เป็นต้นแบบของปรัชญาสโตอิกครับ เขาเป็นผู้ให้หลักคิดที่ชาวสโตอิกเอามาใช้เป็นแนวทางใช้ชีวิตให้มีความสุข ลดความทุกข์ลงได้มากมายเมื่อเข้าใจสิ่งที่ Epictetus สอนไว้

หนังสือ สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน ราคาพิเศษที่ https://shope.ee/3KrVD1q5K5

นี่คือบทเรียนสำคัญ จาก Epictetus ที่อาจช่วยขจัดทุกข์ของคุณได้ทันที

  1. งานแรกคือ แบ่งและแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นสองประเภท:
    ภายนอกตัวฉัน – ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ตัวเลือกที่ฉันทำเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันควบคุม จะหาความดีความชั่วได้ที่ไหน
    ภายในตัวฉัน – มันอยู่ในการเลือกของฉัน ขึ้นอยู่กับฉัน ฉันสามารถควบคุมมันได้
    แค่แยกแยะว่าจะเลือกควบคุมสิ่งที่ขึ้นอยู่กับตัวเรา เราคุมได้ แค่นี้ก็สุขมากขึ้นแล้วครับ
  2. ไม่ใช่เหตุการณ์ที่รบกวนผู้คน แต่เป็นการตัดสินเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ (เหตุการณ์ – การตัดสิน/ตีความ/ให้คุณค่า – เลือกตอบสนองตาม) มันช่วยให้เรายั้งคิด ไม่ตัดสินคนอื่นในแง่ที่จะทำให้เราเกิดความทุกข์ หรือเป็นแรงกระตุ้นให้เราสร้างเวรและกรรมใหม่อันจะก่อให้เกิดทุกข์สาหัสขึ้นมาโดยไม่จำเป็นได้
  3. กำจัดความเย่อหยิ่งในตนเอง – เป็นไปไม่ได้ที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่คิดว่าตนรู้อยู่แล้ว เป็นน้ำไม่เต็มแก้ว เรียนรู้จากอุปสรรค ความทุกข์ – การมองทุกอย่างว่ามันเป็นครูของเราได้ มันจะลดการปะทะ การตัดสิน ซึ่งพวกมันเป็นต้นเหคุแห่งความทุกข์นั่นเอง
  4. คนจริงจะถูกเปิดเผยในยามยาก – เมื่อเกิดปัญหา ให้คิดว่าตัวเองเป็นนักมวยปล้ำที่จับคู่กับคู่แข่งวัยหนุ่มแกร่ง หาทางสู้เพื่อให้ผ่านให้ได้

ลองเอาไปคิดต่อและปรับใช้ดูครับ มันอาจจะช่วยลดความทุกข์ในใจท่านได้ไม่มากก็น้อยครับ

บทความคล้ายกัน ที่คุณอาจสนใจ

คุณมีทุกข์ เพราะไม่รู้จักการใช้งานร่างกายตนเอง – สัธคุรุ

เรารู้วิธีใช้และควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าเพราะมี user manual แต่ตลกที่เราไม่สามารถควบคุมสุดยอดเครื่องจักรในตัวเราได้ เพราะไม่รู้มันก็มี manual เหมือนกัน คุณจึงทุกข์

ในหนังสือ คู่มือสร้างสุขฉบับโยคี INNER ENGINEERING สัธคุรุตั้งคำถามน่าคิดว่า “ร่างกายนี้ของคุณเป็นจักรกลสุดยอด เป็นอุปกรณ์ทันสมัยที่สมบูรณ์แบบ คุณคิดว่าคุณกำลังใช้งานมันกี่เปอร์เซ็นต์? คำตอบคือ ต่ำกว่า 1% !!”
“คุณใช้งานมันแค่เพียงจัดการกับชีวิตของคุณในโลกทางวัตถุ เพื่อรับรองการอยู่รอดของคุณเท่านั้นเอง!”

คู่มือสร้างสุขฉบับโยคี INNER ENGINEERING / สัธคุรุ ราคาพิเศษ

ความกลัว ความโกรธ เป็นผลผลิตของจิตใจที่คุณไม่ได้ควบคุม ถึงกระนั้น จิตใจของคุณก็สามารถสร้างความปีติได้ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างความกลัวได้ด้วย
จิตใจของคุณ สามารถสร้างความวิตกกังวล ความวุ่นวาย ความสงบ ความทุกข์ทรมาร ความปีติยินดี
มันสร้างอะไรขึ้นมาก็ได้
มักจะเป็นสิ่งที่คุณไม่ต้องการ
แต่ความจริงก็คือ ที่คุณไม่ได้ต้องการ เพราะคุณไม่รู้วิธีจัดการมันมากกว่า

ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาจัดการกับความกลัว ความโกรธ หรืออะไรก็ตาม และไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ใครจะแสวงหาความสุข หรือความปีติยินดี หรือความเบิกบาน
ไม่จำเป็นเลย

ทั้งหมดที่คุณต้องทำก็คือ ใช้เวลา ในการหาปุ่มควบคุม คอมพิวเตอร์ในหัวของคุณ ให้เจอ
เมื่อไม่รู้ คุณจึงกดผิดปุ่ม ความทุกข์จึงเกิดขึ้น
ทั้งที่จริงแล้ว คุณเลือกได้ ว่าจะทำให้จิต เป็น เครื่องสร้างความสุข หรือ ความทุกข์ ได้ด้วยตนเอง

ดังนั้น ความทุกข์ที่มาในรูปแบบของความโกรธ ความกลัว
คุณไม่ต้องทำอะไรกับมัน

คุณเพียงแค่หยุด สายการผลิตของมัน(กระบวนการ)
แทนที่จะเป็น ผลลัพธ์(ความทุกข์)

อย่าตอกย้ำ สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์
ถอนตัวจากมันทันที
โฟกัสในสิ่งที่คุณต้องการแทน และอยู่กับมันให้นานกว่า
แน่นอนว่า เราไม่สามารถมีความสุขได้ตลอดเวลา
ชีวิตก็จะมีสุข ทุกข์ สอดแทรกตลอด
แต่คุณสามารถเลือกได้ว่า จะอยู่กับทุกข์ หรือสุข
โดยเฉพาะความทุกข์ เมื่อเจอ ก็อย่าตอกย้ำ ให้ถอยห่าง
อย่าต้าน อย่าคำนึงถึงมัน แค่เจอ ก็ถอยห่าง เท่านั้นพอ

บทความคล้ายกันที่ท่านอาจสนใจ

6 วิธีแก้ทุกข์ ลดทุกข์จากอาการซึมเศร้า ให้หายไปตลอดกาล

นี่คือเคล็ดลับแก้ทุกข์ ลดทุกข์ กำจัดความทุกข์ ที่เกิดจากอาการซึมเศร้า ให้หายไปตลอดกาล ด้วยวิธีง่าย ๆ โดยไม่ต้องกินยา และเสียเงินไปปรึกษาแพทย์ รู้ตัวก่อนก็หายได้ครับ

สาเหตุของภาวะซึมเศร้า

  • เหตุการณ์ที่ตึงเครียด คนส่วนใหญ่ใช้เวลาในการทำใจกับเหตุการณ์ที่ตึงเครียด เช่น การสูญเสียหรือการแตกหักของความสัมพันธ์
  • บุคลิกภาพ
  • สืบทอดมาจากครอบครัว
  • เป็นตั้งแต่กำเนิด
  • ความเหงา
  • แอลกอฮอล์และยาเสพติด
  • การเจ็บป่วย

วิธีรักษาโรคซึมเศร้าที่เร็วที่สุดคืออะไร?
ยาและจิตบำบัดได้ผลดีกับคนส่วนใหญ่ที่มีภาวะซึมเศร้า แพทย์ปฐมภูมิหรือจิตแพทย์สามารถสั่งจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจำนวนมากยังได้รับประโยชน์จากการพบจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอื่นๆ
แต่ปัญหาของการแก้ปัญหานี้คือ มันแก้ได้เฉพาะหน้าเท่านั้นเอง เดี๋ยวมันก็กลับมาใหม่ แถมรุนแรงกว่าเดิมอีก เพราะมันไม่ได้แก้จากราก ไม่ได้แก้แบบถอนรากถอนโคน ฉะนั้นวิธีการที่ดีที่สุดก็คือ “ต้องแก้จากตัวเอง” ครับ

โรคซึมเศร้ารักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
ไม่มีวิธีรักษาภาวะซึมเศร้า แต่มีวิธีรักษาที่ได้ผลมากมาย ผู้คนสามารถหายจากโรคซึมเศร้าและมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรง

หนังสือ Mapping เยียวยาซึมเศร้ากับเรื่องเล่าของมนุษย์เศร้าซึม ราคาพิเศษ

ขั้นตอนแรกในการรักษาโรคซึมเศร้าคืออะไร?
ขั้นตอนแรกในการรักษาโรคซึมเศร้าคือการตระหนักว่าคุณเป็นโรคซึมเศร้า
ขั้นตอนที่สองคือการขอความช่วยเหลือ
โดยขั้นตอนทั้งสองนี้อาจเป็นส่วนที่ยากที่สุดในกระบวนการรักษาทั้งหมด

นี่คือ 6 วิธีแก้ทุกข์ ลดทุกข์จากอาการซึมเศร้าด้วยตัวเอง ให้หายไปตลอดกาล

  • อยู่ในการติดต่อกับคนอื่น อย่าถอนตัวออกจากสังคม
  • มีความกระตือรือร้นมากขึ้น ออกกำลังกายช่วยได้
  • เผชิญกับความกลัวของคุณ อย่าหลีกเลี่ยงสิ่งที่คุณพบว่ายาก
  • อย่าดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป สำหรับบางคน แอลกอฮอล์อาจกลายเป็นปัญหาได้
  • พยายามทานอาหารที่มีประโยชน์
  • มีกิจวัตรประจำวัน ที่ส่งเสริมให้คุณมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น

5 วิธีช่วยตัวเองให้พ้นภาวะซึมเศร้า

  • ออกกำลังกาย. เดินเร็ว 15 ถึง 30 นาทีทุกวัน …
  • ทานอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำมากๆ ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าบางคนรู้สึกไม่อยากอาหารมากนัก …
  • สื่อ/ระบายความเป็นตัวตนออกมาอย่าได้เก็บกด
  • อย่าจมอยู่กับปัญหา
  • สังเกตุหาแต่เรื่องดีๆ

จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่รักษาภาวะซึมเศร้า?
ภาวะซึมเศร้าที่ไม่ได้รับการรักษาจะเพิ่มโอกาสของพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การติดยาหรือแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังสามารถทำลายความสัมพันธ์ ก่อให้เกิดปัญหาในที่ทำงาน และทำให้ยากต่อการเอาชนะโรคร้ายแรง โรคซึมเศร้า หรือที่เรียกว่า โรคซึมเศร้า เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย อารมณ์ และความคิด

วิตามินอะไรที่เป็นยากล่อมประสาทตามธรรมชาติ?
วิตามินบี 3 และวิตามินบี 9 สามารถช่วยผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าได้ เนื่องจากวิตามินบีช่วยให้สมองจัดการอารมณ์ แนะนำให้ใช้วิตามินดี เมลาโทนิน และสาโทเซนต์จอห์นสำหรับภาวะซึมเศร้าตามฤดูกาล กรดไขมันโอเมก้า 3 แมกนีเซียม และวิตามินซีอาจช่วยในเรื่องภาวะซึมเศร้าได้เช่นกัน

MoodBoost แท้ 100% บรรจุ 60 แคปซูล Mood Boost อาหารเสริม รักษาโรคแพนิค โรคตื่นตระหนก โรคเครียด โรคซึมเศร้า ยาแพนิค Panic ราคาโปรโมชั่นพิเศษ

บทความคล้ายกันที่คุณอาจสนใจ

ยอดเคล็ดลับป้องกันไม่ให้ทุกข์เพราะความกลัวถูกปฏิเสธ แบบสโตอิก

นี่คือสุดยอดเคล็ดป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องสร้างความทุกข์ กังวลใจ เมื่อถูกปฏิเสธ ช่วยให้คุณกล้าลงมือทำอย่างเต็มที่ โดยไม่กลัวผิดหวัง ทำอะไรก็มีโอกาสสำเร็จแน่นอนครับ

หนังสือ สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน ราคาโปรโมชั่นพิเศษ

ความจริงแล้ว การปฏิเสธมักจะไม่เป็นที่พอใจและยากจะทนสำหรับมนุษย์อย่างเรา ๆ มันทำให้พวกเราหลายคนมีปฏิกิริยาที่ไม่ดีต่อการถูกปฏิเสธหรือถึงกับกลัวด้วยซ้ำไป ใช่ครับ ไม่มีใครชอบหรอก ถ้าต้องเจอการปฏิเสธ

เมื่อเราถูกปฏิเสธจึงมักจะทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบ ที่ส่งผลให้เกิดความคิดที่คุณไม่ต้องการนอกจากนี้ ความคิดจะกระตุ้นให้เราจบลงด้วยการตั้งคำถามถึงคุณค่าของตัวเอง และบ่อยครั้งที่ความสงสัยนี้อาจนำไปสู่คำถามที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความหมายของการมีอยู่ของคุณ เห็นได้ชัดว่าความคิดทั้งหมดนี้เป็นปัญหา และเป็นต้นตอของความทุกข์อย่างแท้จริง

แต่ความจริงก็คือ การถูกปฏิเสธเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ฉะนั้นอะไรก็ตามที่เราเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่คนฉลาดจะทำก็คือ ไม่ฝืน ยอมรับ ทำใจ และทำความเข้าใจเท่านั้นครับ ใครก็ตามที่พยายามสู้ พยายามเอาชนะ หรือหาทางแก้แค้น หรือกระทั่งเอามาก่อหวอดในหัว เอามาเป็นพิษทำร้ายตนเองถือว่า “ทำผิดพลาดแบบโง่ ๆ” อย่างไม่น่าให้อภัยครับ

นี่คือสุดยอดคำแนะนำของชาวสโตอิก 3 ข้อเกี่ยวกับวิธีจัดการกับการถูกปฏิเสธ

  1. เราไม่สามารถบังคับจิตใจของผู้อื่นได้ สิ่งสำคัญคือต้องหาทางสายกลางหลังจากที่คุณถูกปฏิเสธ ซึ่งทางสายกลางนี้จะทำได้เฉพาะผู้ที่มีจิตใจที่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้น บอกตัวเองว่า “เราไม่สามารถบังคับจิตใจของผู้อื่นได้” เขาเห็นเราตามค่านิยมของเขา แต่ค่าของเราไม่ลดลงเลยแม้จะถูกปฏิเสธ ก็แค่คนเดียว-ในโลกมีเป็นล้าน 
    • หมายความว่าจิตใจของคุณไม่ควรพึ่งพาความคิดเห็นของผู้อื่น ให้คิดถึงค่านิยมของตนเอง ทบทวนคุณค่าและความพยายามของคุณอีกครั้ง จำไว้ว่าคุณค่าที่คุณกำหนดต่อการถูกปฏิเสธนั้นขึ้นอยู่กับจิตใจอื่นๆ ซึ่งคุณไม่สามารถควบคุมได้ และอารมณ์ของคุณซึ่งคุณควบคุมได้

2. อย่าปฏิเสธตัวเอง ตามคำกล่าวของ Epictetus การปฏิเสธไม่มีอยู่จริง มีเพียงการตีความเหตุการณ์ซึ่งเราระบุว่าเป็น “การปฏิเสธ” คุณอาจคิดว่าตัวเองถูกปฏิเสธหากคุณพลาดการสัมภาษณ์งานหรือถูกปฏิเสธไม่ให้ออกเดท อย่างไรก็ตาม การปฏิเสธนี้ไม่มีคุณค่าทางวัตถุ ซึ่งหมายความว่าเหตุการณ์เหล่านี้ไม่สามารถใช้วัดความรู้สึกมีคุณค่าของคุณได้ (มันเป็นแค่ความเห็นทางปัจเจก) ถ้าคุณมีทางเลืกคุณจะไม่เจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธเลย ฉะนั้นจากนี้ไปให้ลงทุนในตัวเองให้มีมูลค่ามากขึ้นจะดีกว่า

3. จงเรียกคืนคุณค่า/ศักดิศรีในตนเอง คนที่มักเครียดเพราะความคิดเห็นของผู้อื่นควรพยายามตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง นักวิจารณ์ภายนอกที่มองโลกในแง่ดีและยินดีรับฟังเสมอในกรณีเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่คนที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำอาจตีความคำวิจารณ์เชิงบวกเหล่านี้ว่าเป็นรูปแบบการปฏิเสธที่โหดร้าย
คุณควรทำความคุ้นเคยกับคุณค่าของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นมาเสริมกำลังคุณ ทุกวันที่เน้นการตรวจสอบคุณค่าของคุณจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นกับตัวเองเมื่อเผชิญกับการถูกปฏิเสธ คาแร็คเตอร์ของคุณต้องการพื้นที่และเวลาในการสร้าง แต่จงยืนหยัดและจำไว้ว่าการปฏิเสธไม่มีวันสิ้นสุด – คุณจะมีโอกาสประสบความสำเร็จอีกมากมายนับไม่ถ้วน

ผมชอบคำสอนของปรัชญาสโตอิกอย่างหนึ่ง คือ ความทุกข์ทั้งหลายนั้น มาจากความคิดของเราเอง เราไปให้คุณค่ากับมันเอง ถ้าเรารู้ว่าอะไรที่อยู่ในการควบคุมของเรา อะไรที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แล้วมุ่งเน้นไปทำในสิ่งที่เราควบคุมได้เท่านั้นพอ การทำแบบนี้จะเป้นวิะีที่ฉลาดมาก ซึ่งจะนำพาให้เรามีความสุข สลัดความทุกข์ได้แทบจะทั้งหมดเลยครับ

สรุปหนังสือ “ฝึกสมองไม่ให้ทุกข์” สาเหตุทุกข์มาจากสมอง!

ความทุกข์ใจ ไม่ได้เกิดจากจิตใจ แต่มาจากสมอง สมองหมกมุ่น กับปัญหา จนเหนื่อยล้า จึงเกิดทุกข์ใจ ใครก็ตามที่ชอบหงุดหงิดกับแม้แต่เรื่องเล็กน้อย ๆ จะทุกข์มากตาม

หนังสือ ฝึกสมองไม่ให้ทุกข์ ราคาโปรโมชั่นล่าสุดที่ https://shope.ee/9zOQKckqLi
  1. ทำไมการออกกำลังกาย หรือ ร้องเพลงสุดเสียง สามารถสลัดทุกข์ทิ้งไปได้?
  2. อะไรที่เป็นต้นเหตุให้ทุกข์ใจ กลุ้มใจ คิดไม่ตก?
  3. ความทุกข์ใจ คือ ความเหนื่อยล้า จากการคิด-วกวน
    การไม่อาจปล่อยวางปัญหา ที่ต่อให้คิดมาก(ในตอนนี้)เท่าไหร่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เรียกว่า ความทุกข์ใจ
    สมองหมกมุ่น กับปัญหา จนเหนื่อยล้า จึงเกิดทุกข์ใจ
    ความทุกข์ใจ ไม่ได้เกิดจากจิตใจ แต่มาจากสมอง
    ใครก็ตามที่ชอบหงุดหงิดกับแม้แต่เรื่องเล็กน้อย ๆ จะทุกข์
    จิตใจ เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แม้จะใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจเข้าใจได้ถ่องแท้ จึงอย่าได้พยายามเลย
  4. วิธีคลายความทุกข์ใจ
    ไม่ว่าใครก็มีความรู้สึกแง่ลบกันทั้งนั้น เรื่องราวในแต่ละวันทำให้อารมณ์แปรปรวนได้ และจะเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อความรู้สึกเหล่านั้นครอบงำอยู่นาน จนทำให้สมองเปลี่ยน
  5. ความทุกข์ใจ ต่างจาก อารมณ์ความรู้สึก อย่างไรบ้าง?
    ทุกข์ใจ เพราะ สมองด้านอารมณ์ ยังไม่พัฒนา
    ความรู้สึก คือ สิ่งที่ขับเคลื่อนและยับยั้งการกระทำ
    ความรู้สึก คือ สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ หรือยับยั้ง
    สมองซีกซ้าย = ยืนยันตัวตน ความรู้สึกของตนเอง
    สมองซีกขวา = ความรู้สึกของคนอื่น ประเมินคนอื่น
    ถ้าไม่อยากทุกข์ใจ ต้องให้ทั้งสองฝั่งสมดุล
    ปัญหาความทุกข์ใจ มาจากการกระตุ้นสมองด้านอารมณ์
    ถ้าไม่ปล่อยไปตามอารมณ์ ความทุกข์ ก็ไม่เกิด
    อารมณ์แปรปรวน มาจากความไม่เข้าใจ กลัว ไม่รู้จริง
    เมื่อรู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร เข้าใจ ทุกข์หาย
    ความรู้สึกต่าง ๆ ล้วนเกิดจากสมอง ทั้งเชิงบวกและลบ ลบ ทำให้ทุกข์ใจ
  6. วิธีสร้างสมองที่ไม่ทุกข์ใจ
    ความทุกข์ใจ คือภาวะที่สมองคิดหาคำตอบไม่ได้ ความคิดจึงวนไปเวียนมาไม่จบสิ้น ทำให้รู้สึกหงุดหงิด ลนลาน เศร้าสร้อย เกิดความรู้สึกแปรปรวน จนทุกข์ใจ

วิธีควบคุมความทุกข์ใจ

  1. ปรับสมดุล ระหว่าง ตัวเรา กับ คนอื่น ให้ลงตัว ไม่เห็นแก่ตัวมากเกินไป ไม่เห็นแก่เขามากเกินไป ทำให้แข็งแรงเท่า ๆ กัน
  2. หาให้เจอว่าฝั่งไหนอ่อนแอ ความเห็นแกตัวเอง หรือ ความเห็นอกเห็นใจคนอื่น เพิ่มการใช้งานฝั่งนั้นให้มากขึ้น
  3. ทิ้ง/สลัดส่วนที่คิดซ้ำย้ำวนออกไป หากิจกรรมที่ใช้สมองอีกฝั่งให้มากขึ้น
  4. ปิดสวิตช์ความรู้สึกกลุ้มใจซะ

วิธีใช้สมองให้เหมาะกับตนเอง

  • สมองมีอยู่ 8 กลุ่ม ทำหน้าที่ต่างกัน ได้แก่ กลุ่มความคิด – การเคลื่อนไหว – สื่อสาร – ความเข้าใจ – การจดจำ – การมองเห็น – การได้ยิน – ด้านอารมณ์
  • สมองมีการเติบโตตลอดช่วงอายุ
  • พัฒนาสมองได้ด้วยการ ทำกิจกรรมนันทนาการ เล่นกีฬา ชมงานศิลปะ หรือ ดูภาพยนตร์ ช่วยให้สมองเติบโตได้
  • สมองคนเราชอบทำในสิ่งที่ถนัด ทิ้งที่ไม่ถนัด จึงไม่สมดุล
  • การมีงานอดิเรกที่หลากหลาย ช่วยสร้างความสมดุลได้
  • สมองบริโภค ออกซิเจน กับ กลูโคส
  • ส่วนที่ใช้บ่อย จะได้รับอาหารสองอย่างนี้ไปตลอด
  • แต่ส่วนที่ไม่ได้ใช้ จะอดอยาก
  • ถ้าประสิทธิภาพในการเผาพลาญออกซิเจนในกายแย่ อารมณ์ก็จะแปรปรวน
  • แต่ถ้าเครียดคิดมาก สมองจะเรียกร้องดูดโลหิตมาเลี้ยงมากขึ้น แต่ไม่เกิดประโยชน์ ก็จะรู้สึกหงุดหงิด
  • การไม่ฉลาด ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาสมองอย่างหนึ่ง
  • สมองเป็นอวัยวะที่พัฒนาได้ตลอดไม่ว่าอายุเท่าไหร่ หากใช้ชีวิตโดยหมั่นใช้งานประสาทสัมผัสทั้งห้า ใฝ่รู้ เปิดใจ ประทับใจอะไรง่าย กระตือรือร้นกับประสบการณ์ใหม่ ๆ คุณก็จะมีสมองที่ไม่ทุกข์ได้

วิธีฝึกฝนสมองให้เหมาะกับความทุกข์ใจ
วิธีควบคุมลิ้นชักความทรงจำ
พิธีปิดสวิตช์ความรู้สึก

บทความที่มีเนื้อหาคล้ายกัน